สำนักปฏิบัติธรรม

หลักการและเหตุผล

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การที่จะเป็นคนดีมีคุณภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจนั้น ลำพังเพียงการศึกษา สาธารณะประโยชน์ที่รัฐบาลจัดให้ ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ได้รับการพัฒนาเป็นคนสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกายจิตใจได้ ดังเป็นที่ประจักษ์ทั่วกันถึงสภาพปัญหาปัจจุบัน ทั้งปัญหายาเสพติดการพนัน ครอบครัวแตกแยก ค่านิยมฟุ่มเฟือย และอาชญากรรมเป็นต้น ปัญหาเหล่านี้สาเหตุจริงแล้วล้วนเกิดจากคนที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกหลักถูกวิธี เลยกลายเป็นว่าสังคมมีคนมีความรู้ความสามารถ แต่ขาดคนมีความดี มีสติปัญญาเหตุผล ครองตนอย่างมีความสุข ช่วยเหลือสังคม การพัฒนามนุษย์ที่เป็นทรัพยากรสำคัณของชาติให้ได้ทั้งความรู้และความดี (วิชชา จะระณะสัมปันโน) ตามที่กล่าวมานั้น จำเป็นที่จะต้องนำหลักศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา มาเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตามวัย ฐานะ หน้าที่ สังคมของตน โดยนำหลักธรรมะคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบูรณาการเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องดีงาม

ดังนั้น วัดนาคปรก ได้เห็นความสำคัญของปัญหาตลอดทั้งแนวทางการฝึกอบรมสำหรับพระสงฆ์ ประชาชนผู้สนใจทุกสาขาอาชีพ จึงได้จัดโครงการฝึกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานขึ้น เพื่อที่จะให้พุทธศาสนิกชนทั่วไป ได้รับการฝึกฝนจิตใจตามหลักพุทธธรรม เพื่อที่จะได้รับการพัฒนาด้านจิตใจ อันจะส่งผลต่อการแสดงออกถึงพฤติกรรมทางกาย วาจาในทางที่ถูกศีลธรรม มีสติปัญญา ได้ดวงตาเห็นธรรม นำพาตนเองพ้นทุกข์ ประสบสันติสุขได้ ทั้งจักได้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพของชาติ ศาสนาต่อไป

วัตถุประสงค์

  • - เพื่อส่งเสริมให้พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาหลักศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา ด้านภาคปฏิบัติตามสมควรแก่วัย ฐานะ หน้าที่ และสังคมตนเอง
  • - เพื่อเปิดโอกาสให้พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไปเข้ารับการฝึกอบรม วิปัสสนากัมมัฏฐาน อันเป็นหลักยกคุณภาพจิตใจให้สูง
  • - เพื่อฝึกอรบรมพุทธศาสนิกชนในด้านการฝึกสติ ปัญญา สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

เป้าหมาย

เชิงปริมาณ

  1. พระสงฆ์ ประชาชนทั้งภาครัฐ เอกชน นักเรียน นักศึกษา ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทุกสาขาอาชีพ ทั้งใน และต่างประเทศ เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม
  2. กิจกรรมพัฒนา สมาธิ สติปัญญา ศาสนพิธี เช่น การนั่งสมาธิเดินจงกรม สวดมนต์ ตลอดทั้งกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผุ้ปฏิบัติธรรม

เชิงคุณภาพ

  1. ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีสุขภาพจิตใจที่ดี มีสมาธิ สติปัญญา ในการดำเนินชีวิตประจำ รู้จักตอบแทนผู้มีอุปการะคุณ
  2. ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมได้รับการยกย่องเชิดชูในด้านการปกฏิบัติตนที่เหมาะสมแก่วัย ฐานะ หน้าที่ สังคมตนเองในทางที่ถูกต้อง
  3. ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมเกิดลักษณะนิสัย ตระหนักในการปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม
  4. ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม มีอุปนิสัย พากเพียรปฏิบัติตามหลักพุทธรรมพัฒนาตนเองให้พบสันติสุข

ประโยชน์ที่ได้รับจากปฏิบัติธรรม

  1. พัฒนาสติให้ว่องไว รู้ทันอารมณ์ความรู้สึก สามารถควบคุบความคิด และพฤติกรรมให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์
  2. พัฒนามนุษย์สัมพันธ์เพื่อการทำงาน และอยู่ร่วมกับผุ้อื่น
  3. มีความกตัญญูรู้คุณ และคิดตอบแทนต่อผู้มีพระคุณ
  4. มีความอดทน อดกลั้น ต่อปัญหาอุปสรรค
  5. มีจิตใจสงบเย็น คลายความเครียดและความทุกข์ได้
  6. มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป รู้ผิดชอบชั่วดี และเชื่อในกฏแห่งกรรม
  7. มีพื้นฐานในการปฏิบัติธรรมขั้นสูงขึ้นไป

ผลแห่งการเจริญสติปัฏฐาน

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายผู้ใดเจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างนี้ตลอด ๗ ปี พึงหวังผลได้ ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง

คือ บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือ หากเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ พึงได้บรรลุเป็นพระอนาคามี

หรือ ๗ ปี จงยกไว้ผู้ใดเจริญสติปัฏฐาน ๔ ตลอด ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี

พึงหวังผล ๒ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือหากเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ พึงได้บรรลุเป็นพระอนาคามี

หรือผู้ใดเจริญสติปัฏฐานตลอด ๗ เดือน หวังผลได้ ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือหากเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ พึงได้บรรลุเป็นพระอนาคามี

หรือ ๗ เดือน จงยกไว้ ผู้ใดเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ตลอด ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ๒ เดือน ๑ เดือน หรือกึ่งเดือน จงยกไว้

ผู้ใดเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ ตลอด ๗ วัน พึงหวังผล ๒ ประการ คือ บรรลุอรหัตผลในปัจจุบัน หรือหากเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ พึงได้บรรลุเป็นพระอนาคามี